ในช่วงนี้บอกเลยว่าการรับประทานอาหารแบบ Chef’s table นั้นมาแรงมาก มีร้านเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย เรียกได้ว่าตามไปชิมกันแทบไม่ทัน แต่เราก็ดัน มาสะดุดตากับร้านนึง ที่เค้ามีคอนเซปว่า กินข้าวที่บ้านเชฟจริงๆ คือบ้านที่เค้าอยู่กันเลย! เราเจอเพื่อนคนนึงแชร์ในเฟสตอนดึกๆ เราใช้เวลาอ่านและตัดสินใจไม่ถึง 5 นาที ทักไลน์ไปขอจองโต๊ะทันทีแบบไม่มีการปรึกษาเพื่อนๆ และเชฟก็ตอบเร็วมาก บอกว่า ปีนี้เหลืออีกแค่ 2 วัน ในเดือนธันวาคม เราถึงกับอึ้งไปทีเดียว อ้าว...นี่เพิ่งเดือนกันยายนเองนะ อะไรกันเนี่ย!! แต่ไม่เป็นไร กดจองไปก่อน
รีวิว Keow’s table ประสบการณ์กินข้าวในบ้านเชฟแบบ Chef’s table

เนื่องจากเปิดแค่วันเสาร์อย่างเดียวในตอนแรก และรับวันละไม่กี่คน ทำให้คิวมันเต็มเร็วไปมาก และสุดท้ายเชฟก็ยอมเปิดวันศุกร์เพิ่มมา ทำให้เราได้เลื่อนมาเร็วขึ้น ดีจริงๆ :)
อีกหนึ่งร้านจองยาก ที่กำลังมาแรงในตอนนี้
และแล้วก็มีถึง วันที่เราได้ไปบ้านเชฟกันซะที ซึ่งอยู่แถวเย็นอากาศ รถจอดได้ไม่กี่คัน แนะนำให้รวมๆกันมาจะดีกว่า บ้านเชฟจะมีอยู่กันหลายครอบครัว แต่เราจะได้ไปชั้นที่เชฟและคุณพ่อคุณแม่อยู่ อ้อ ลืมแนะนำ เชฟชื่อว่าเชฟติ๊ก โดย Keow’s table (อ่านว่าเคี้ยว) คำว่าเคี้ยวก็คือการเคี้ยวอาหารนั่นแหละ แต่อีกนัยหนึ่งคือเป็นชื่อคุณพ่อนั่นเอง เป็นการนำอาหารที่ทานที่บ้านแล้วรู้สึกว่าอร่อย มารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษให้พวกเราได้ชิมกัน โดยมีคุณพ่อเป็นหัวเรือใหญ่ในการทำอาหาร คุณพ่อถนัดอาหารจีน คุณแม่ถนัดอาหารไทย (คุณแม่เป็นถึงรองนางสาวไทยปี2509เลยนะ) และเชฟติ๊ก ถนัดอาหารแนวตะวันตก เรานั่งที่โต๊ะกินข้าวของที่บ้านเค้าเลยเป็นโต๊ะตั้งแต่สมัยอากง นำมาขัดสีฉวีวรรณใหม่ซะดูไม่ออกว่ามีอายุมานาน การกินข้าวบ้านเชฟครั้งนี้ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร เชฟบอกว่าอยากกินแบบไหนก็กิน เอ้าา งั้นกิน !


Pork Dumplings
ขนมจีบหมูที่โปะคาเวียร์ไว้ด้านบน โรยกระเทียมนิดๆ พร้อมเครื่องเคียง เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยเมนูแรกของวันนี้ ตัวขนมจีบอาจจะยังเฉยๆนะ แต่รออ่านเมนูต่อไป อย่าพลาด

Fried shrimp roll
แฮ่กึ๊นที่อร่อยมากและยังสวยอีกด้วย เค้าทอดมากรอบอร่อย ไม่อมน้ำมัน เนื้อกุ้งเต็มคำมาก แถมผักที่เรียงรายในจานกินได้หมดเลยนะ คนไม่ชอบกินผักอย่างเราเห็นแล้วยังต้องขอกินจนหมดจาน

Creamy Crab & Rice cracker
ชิ้นนี้ทำเองทุกอย่างเลยนะ ยกเว้นซื้อวัตถุดิบ haha ได้เนื้อปูเต็มคำดำ ปูสด อร่อย

Scallop with homemade XO sauce
บอกเลยว่าจานนี้คือ พระเอกของวันนี้ อร่อยจนต้องขอเลียจาน หอยเชลล์ตัวโต๊โต ผัดกับซอส XO สูตรของทางบ้าน ที่ไม่เหมือนที่อื่น ด้านล่างรองด้วย carrot puree ที่ดีมาก เนื้อเนียนนุ่ม นมที่ทางร้านใช้สั่งจากฟาร์มวัวออร์แกนิคพิเศษ ที่มีวัวเพียง 15 ตัวเท่านั้น เอาซิ พรีเมี่ยมมั้ยล่าา

Lotus root soup
มนูนี้หน้าตาแม้ธรรมดา แต่ช่วยให้เราคล่องคอและเหมือนเป็นการล้างปากจากเมนูก่อนๆได้ดีมาก ตัวกระดูกหมูต้มจนนุ่มเลย

Stream Baramundi with plum
เมนูนี้คิดถึงที่บ้านเลย กินประจำ ปลานึ่งนั่นเอง แต่พิเศษตรงที่มี tomato salsa ด้วย

Stir-fried noodle with minced wagyu sauce
อีกหนึ่งเมนูไฮไลท์ของที่นี่ ราดหน้าน้ำพริกเผาเนื้อวากิวนั่นเอง อาจจะติดเค็มไปนิดหน่อย แต่โดยรวมดี เส้นใหญ่หอมๆหนึบๆ เมนูนี้เป็นเมนูนำเสนอของคุณพ่อเลยก็ว่าได้

Fried river Prawn
มาเจอเมนูนี้บอกเลยว่าคุ้มแล้วจ้า กุ้งตัวใหญ่มากจริงๆ มันกุ้งนี่ทะลักเลย โรยน้ำมันผักชีเพิ่มความหอม เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ปิดท้ายมื้อได้จุกมาก อิ่มแน่นพุง พร้อมนอนแล้ว

Ginger Granita
Last but not least สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ของหวานล้างปากจ้า ปกติไม่ชอบกินน้ำขิง แต่พอทำเป็น Granita มันช่วยลดความเผ็ดร้อนลงได้ค่อนข้างดีเลย
มื้อนี้ราคา 1,800 บาทถ้วน นอกจากอาหารที่อร่อยและความใส่ใจในทุกๆจานแล้ว บางจานก็ยังนึกหวนถึงวัยเด็กอีกด้วย บรรยากาศการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัวชาวจีนอย่างเราๆ ที่เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะโตขึ้นต่างคนก็แยกย้าย รู้สึก enjoy มาก อีกอย่างที่ชอบคือมีขนมทานเล่นสมัยก่อนให้หยิบกินแบบไม่อั้นด้วย น้ำฟรีนะ! และเชฟยังน่ารัก มีของติดไม้ติดมือกลับบ้านให้อีกด้วย

คุณแม่คนสวย

ผู้ร่วมโต๊ะอาหารมื้อพิเศษ






