รีวิวแพลนทริปดูไบ-อาบูดาบีโดยละเอียด | Dubai & Abu Dhabi Road Trip PART 2

3 June 2017

อ่านรีวิว Part l เตรียมตัวก่อนเดินทางไปดูไบ ได้ที่นี่

Day 1

เราบินวันที่ 12 เมษายน ไฟล์ทบินเวลา 16.15น. กลัวรถติดเลยเผื่อเวลาไปสนามบินค่อนข้างเยอะ เลยชิวๆ แต่ว่า สุวรรณภูมิร้อนมากๆๆๆๆๆ มากขนาดที่ว่าแอร์ก็เอาไม่อยู่ เนื่องจากข้างนอกร้อนมาก และเป็นกระจกใสอีกด้วย เหมือนเป็นการซ้อมก่อนไปเจอของจริงเลย -0- ไฟล์ทดีเลย์นิดหน่อย แต่ก็ไปถึงตรงเวลานะ กัปตันคงเร่งเครื่อง 555 ดูไบช้ากว่าไทย 3 ชั่วโมงนะ เมื่อผ่าน immigration และเอากระเป๋าแล้ว ก็ขึ้น mrt ไปโรงแรมกัน

MRT หรือรถไฟฟ้าที่นี่มีแบบ Gold class คือที่นั่งแบบสบาย ใหญ่ วิวดี อยู่หัวขบวน ราคาก็จะสูงหน่อย และแบบ regular โดยจะมีตู้สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะด้วย อภิสิทธิ์สุดๆ เราซื้อตั๋วแบบ single journey ที่นี่เค้าจะคิดเป็น zone ว่าเรานั่งไปกี่ zone เช่น zone 4 ไป zone6 แบบนี้คือ 2 zones นะ สามารถซื้อจาก machine หรือ พนักงานก็ได้ แนะนำว่าถ้างงซื้อกับพนักงานก่อนจะดีกว่า

โรงแรม เราพักที่ Sofitel Dubai Downtown โรงแรมแบบดีงามมาก สบายมากๆ ห้องน้ำกว้างมากกกก มี walk in kloset ด้วย เตียงนุ่มดูดวิญญาณ บริการประทับใจสุดๆ วิวดีมากด้วย มองเห็น Burj Al arab ไกลๆ

วันแรกเราไม่มีอะไรมาก เน้นนอนเก็บแรงสำหรับพรุ่งนี้มากกว่า เพราะมาถึงก็ค่อนข้างมืดแล้ว

Day 2

สำหรับวันนี้จะได้เที่ยวแบบจริงจังแล้ว โดยแพลนที่ตั้งใจไว้คือตอนเช้าไป Dubai mall ขึ้น Burj Khalifa และบ่ายกลับมา Desert safari ซึ่ง Desert safari ขอบอกว่าห้ามพลาดเด็ดขาดถ้ามาแล้ว มีทัวร์ให้เลือกเยอะมาก อ่านมาก่อนก็ตาลายไปหมด เราเลือกจากที่โรงแรมเลยของบริษัท Planet คนละ 275 AED เป็นรถ 4WD 6 ที่นั่ง มารับและส่งที่โรงแรม ซึ่งเมือเทียบราคากับเจ้าอื่นๆแล้วไม่ได้แตกต่างกันมาก จึงเลือกเจ้านี้ หรือถ้าใครมี app the entertainer ในนั้นจะมีคูปอง 1 แถม 1 ใช้สำหรับบางบริษัทนะ ก็ไปลองใช้กันดูได้
ที่นี่หาร้านสะดวกซื้อแบบ 7-11 ค่อนข้างยากมาก คือไม่เห็นเลยก็ว่าได้ หรืออาจจะไม่จำเป็นสำหรับคนที่นี่ เพราะรวยกันมากจีจี #ทำตาปริบๆ จากโรงแรมเราสามารถเดินไปถึง Dubai mall ได้เลย เราไปถึงแต่เช้าเลยมีแค่ Waitrose ที่เปิด food court จะเปิด 10 โมง ก่อนหน้านั้นคือ ไม่ขายจ้า 5555 แบบหิวมากนะ ก็เอาวะ อดทน กิน Mc นีแหละ ของกันตาย ง่ายดี
ลอง Charley philly steak ด้วย แต่ก็เฉยๆนะ
Dubal mall เป็น shopping mall ที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ และ ในโลกด้วยมั้ง คือเดินจนปวดขามากกกกกก แบบก็ยังไม่หมดซะที อยากช้อปอยากกินอะไรที่นี่มีหมด ขอแค่มีเงินจริงๆ แบรนด์เนมรุ่นหายากก็มีเกือบทุกรุ่นเลย เรียกว่าเสกมาได้ทุกอย่างจริงๆ
บันไดเลื่อนระหว่างทางไป Dubai Mall
โดย Landmark ใน Dubai Mall ที่คนชอบมาถ่ายรูปกับคือ The waterfall และ Dubai fountain ด้านนอกห้าง น้ำพุจะแสดงตอน 18.00 น. ทุก 30 นาทีถึง 23.00 น.
The Waterfall
บริเวณที่แสดง Dubai Fountain
จากนั้นเราเดินจาก Dubai fountain ข้ามสะพานไป จะเจอกับ Souk al bahar คำว่า souk มีความหมายว่า ตลาด มีขายของที่ระลึกหลายอย่าง แต่ราคาค่อนข้างสูงพอสมควร
ด้วยความผิดพลาดของเราที่ไม่ได้จอง Burj Khalifa ไปก่อน เมื่อไปถึงตั๋วเหลือแต่ชั้นสูงสุดเท่านั้น (ชั้น 148) คนละประมาณ 400 - 500 AED ซึ่งราคาแพงไป เราเลยไปแค่ชั้น 124-125 ก็พอ เลยจองวันที่ 16 เมษายน ไว้ตอน 10.30น. ฉะนั้นแนะนำว่าให้จองล่วงหน้าผ่าน website มาเลย
เราหาข้อมูลมาว่าที่นี่มี Nando’s ด้วยแหละ ของโปรดเวลาไปอังกฤษเลย Google บอกว่ามีอยู่ตรง Burj plaza เดินไปไม่ไกลเลยคิดว่าชิวๆแน่นอน แต่อยากบอกว่าแค่อยู่กลางแจ้ง1นาที ตัวแทบจะละลายติดกับพื้น ไก่ก็อร่อยเหมือนเดิม แต่ แต่ google เค้าหลอกดาว เพราะร้านนี้มีที่ food court Dubal mall อ้ะ โอ้ยยยย คือแบบ ถือว่ามาเดินตากแดดแล้วกัน หลังจากนั้นเลยกลับมาหาขนมกินใน Dubai mall ต่อ เราเป็นคนไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นแรงๆ โชคดีมากที่นี่มีทุกอย่าง รอดตายแล้วชั้น
นัดกับทัวร์ไว้ประมาณบ่าย 3 ที่โรงแรม ทัวร์ที่จองไว้จะเป็นรถ 4WD นั่งคันละ 6 คน (ไม่รวมคนขับ) พวกเราก็ปาไปแล้ว 5 คน มีคนญี่ปุ่นมาเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นอันครบ และแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง โดยเค้าจะไปกันเป็นทีม ไม่ได้มีแค่คันเรานะ เป็นคาราวานเลยก็ได้แหละ โดยทุกคนจะไปนัดเจอกันที่ปั๊มน้ำมันชานเมือง เป็นที่สุดท้ายที่มีห้องน้ำ กันไว้ดีกว่าแก้ จงเข้าไปนะคะทุกคน เมื่อทุกคันมาครบ ก็ไปที่ทะเลทรายกัน ระหว่างทางที่ขับรถออกไปจากเป็นเมืองที่ค่อนข้างศิวิไลซ์ ก็เริ่มเป็นตึกธรรมดา บ้าน และ ทะเลทราย
จุดแวะพักแรกเป็นเนินทะเลทรายให้พวกเราไปถ่ายรูปกันได้ตามใจชอบ แต่ขอบอกเลย เห็นถ่ายออกมาสวยๆแบบนี้ ร้อนมากๆๆๆๆ เลยนะ ทั้งร้อนทั้งอ้าว มีลมมาทีนึงนี่ทรายปลิวว่อน ระวังเข้าตากันด้วย แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดไว้เลย และความสนุกเร้าใจ ก็จะเริ่มต่อจากนี้
Sand dunes นั่นเองงงงง !! คือการขับรถดริฟไปบนสันทราย เนินทราย คนขับต้องเรียนและสอบใบขับขี่มาโดยเฉพาะเลยเพราะถ้าพลาดรถคว่ำได้เลย ความรู้สึกตอนนั่งหรอ เหมือนรถไฟเหาะประมาณ 15-20 นาทีอ้ะ 555555 จะมีช่วงให้ได้ทำใจบ้าง และตื่นเต้นมากกกกก เวลาลงจากเนินสูงๆเร็ว ตอนแรกก็เสียวนะแต่พอนั่งไป 5-10 นาทีก็ปรับตัวได้อยู่ สนุกดีนะ ถ้าใครเมาหรือกลัว กินยากันไว้ก่อนเลยขอแนะนำ
มึนหัวกันพอหอมปากหอมคอแล้ว จุดหมายต่อไปคือ แคมป์ของเบดูอิน (เบดูอินคือชนเผ่าเรร่อนในทะเลทราย) อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นจำลองขึ้นมารึป่าวนะ ที่นี่ก็จะมีกิจกรรมให้ทำกลายอย่าง เช่น ขับรถ ATV ถ่ายรูปกับเหยี่ยว และ ขี่อูฐ!! อูฐ นี่เป็นสัตว์ที่กวนตีนชนิดนึงเลยนะ ฮ่าๆ ก็เข้าใจว่ามันคงเบื่อนะเดินวนเป็นรอบๆ ให้คนนั่งแล้วลง ทำท้างวันนน จนหลังๆมันไม่อยากทำมีการนอยด์เอาหน้าผลักเราไปด้วย คือแรงนางก็เยอะไม่ใช่เล่นเลย
เข้ามาในตัวแคมป์ ก็จะมีโซน shisha เวที และร้านขายของ มีบริการทำ henna ให้ฟรีคนละครั้ง เราจัดมาเรียบร้อย และอาหารจะเริ่มเสิร์ฟประมาณทุ่มนึง เป็นอาหารพื้นเมือง ซึ่งกินไม่เป็น ดีว่ามีแป้งโรตี ไส้กรอก ผัดหมี่ที่พอประทังยาไส้ให้รอดไปได้อีกวัน ภายในบริเวณแคปม์มีการแสดง 2 โชว์ โชว์แรกเป็นผู้ชาย จะหมุนเป็นวงกลมตลอดเวลาหลายนาที เดินไปเดินมาด้วย คือพี่ ไม่มึนหรอ ทำได้ไง!! และอีกโชว์เป็นระบำหน้าท้อง พริ้วมากกกกกก เมื่อการแสดงเสร็จ เค้าก็มาส่งเราที่โรงแรม ระหว่างทางผ่านบ้านท่านชีคด้วย จริงๆไม่รู้จะเรียกว่าบ้านหรือ วัง หรือ ปราสาทดี เพราะรั้วยาวมาก ขับมาหลายนาที รั้วก็ยังยาวต่อมาเรื่อยๆ ทำบุญมาด้วยอะไรเนี่ย !!! จบวันที่สองเพียงเท่านี้

Day 3

เปลี่ยนบรรยากาศมาขับรถกันบ้างดีกว่า เราใช้บริการรถเช่าของ Thriffy อยู่โซน the village ของ Dubal Mall เราจองมาล่วงหน้าผ่าน website อย่าลืม International driving license ด้วยนะ เมื่อเอารถแล้วก็หาอะไรกินรองท้อง และมุ่งหน้าสู่ Jumeirah beach ถนนที่นี่เลนส์กว้าง ขับง่าย ไม่มีหลุมเลย แต่ก็มีความยากอยู่นะ เพราะรถที่นี่ขับกันเร็ว ถนนซ้อนกันบ้าง Google map ตามไม่ทัน หลงทิศบ้าง ต้องค่อยๆตั้งสติ หลงทางทีหาทางกลับไกลมากกกก อีกอย่างที่ต้องระวังคือ ถนนแต่ละเส้น เช่น Shiekh Zayed (เส้นนี้ทุกคนต้องขับแน่ๆ ยาวไปถึง Abu Dhabi) ก็จะมีสองฝั่ง ต้องดูให้ดีว่าไปฝั่งไหนด้วยนะ
และแล้วเราก็มาถึง Jumeirah มาเพื่อจะกินไอศครีมร้านนึง แต่ดันปิด เลยได้กินร้านข้างๆแทน -0- สามารถจอดรถข้างทางได้เลย และไปกด ticket มาไว้หน้ารถ แต่เราโชคดีว่าวันศุกร์ฟรี ^____^

ร้านอาหาร The Surf cafe ขายอาหารฝรั่งทั่วไปและอาหารญี่ปุ่น รสชาติดีเลยนะ แต่ราคาก็ค่อนข้างสูงเลยยย
หลังจากนั้นแวะถ่ายรูปกับโรงแรม Burj Al Arab แสงแดดก็แผดเผาเหลือเกิน เห็นรูปสวยๆแบบนี้ อุณหภูมิ 40 องศางี้ !! ลืมบอกว่า รถที่เช่ามา ไม่ได้ติดฟิล์มให้ เลยยิ่งร้อนเหมือนตู้ซาวน่า 555 เอาปลอกแขนไปเผื่อก็ดีนะ คือเปิดแอร์แรงสุดยังสู้ความร้อนข้างนอกไม่ได้เลยจ้า
จุดหมายต่อไปของเราคือ ไปเล่นน้ำที่ The aquaventure, Palm Atlantis จาก Jumeirah beach ก็ขับง่ายมาก ตรงอย่างเดียวไปตามทาง คนที่นี่จะหยุดกันวันศุกร์ คนเลยเยอะกว่าปกติ รถติดเหมือนกัน เลยเปลี่ยนให้แม่มาขับแทนและปล่อยเรากับน้องเข้าไปเล่นน้ำ
เราจอง online ใน website มาล่วงหน้า ซึ่งจะถูกกว่ามาซื้อตั๋วที่นี่ และ แถวสั้นกว่ามาก เราเลือกแค่แพคเกจเล่นส่วนน้ำ ไม่ได้เอา aqurium ด้วย ถ้าจะเช่าลอคเกอร์ก็ต้องจ่ายเพิ่ม มีขนาดใหญ่กับเล็ก ขนาดเล็กก็เก็บของได้สองคนแบบอัดๆหน่อย ผ้าเช็ดตัวควรเตรียมมาเอง เพราะต้องซื้อเพิ่ม และ แพงด้วย ไม่คุ้มมมเลย เราสามารถเติมเงินใส่สายข้อมือได้เพื่อซื้อของภายในสวนน้ำ มีทั้งชุด ของกิน ของฝาก หลายๆอย่าง และอีกอย่างที่แนะนำให้เอามาคือ รองเท้าแตะที่ไม่ต้องกลัวหาย เพราะพื้นในสวนน้ำร้อนมากกกก นึกว่าเดินบนไฟ ซึ่งเราไม่มีคนเฝ้ารองเท้าให้เลยต้องหาที่วางแล้วกลับมาดูเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่หายนะ คนวางเกลื่อน 
Aquaventure
The Tower Of Neptune
ตึก Highlight ของที่นี่คือ The Tower Of Neptune ที่มี The Leap Of Faith ตัวสไลเดอร์ เกือบ 90 องศา คนต่อคิวเยอะมาก อันนี้ขอบายเพราะใจไม่กล้าพอ 555. เราไปต่อคิวเล่น Shark attack อันที่นั่งห่วงยางลงจากสไลเดอร์สูงๆเหมือนกัน ไฮไลท์อันนี้คือจะลงไปใต้ aquarium เหมือนเราอยู่ใต้ทะเลเลย รอบๆมีฉลาม ปลากระเบน ปลาตัวเล็กๆ ก็สวยไปอีกแบบนะ (แต่มองจากด้านนอกสวยกว่า 555)
เราไปเล่นอีกอันที่เล่นก็คล้ายๆกัน Water coaster แต่ไม่หวาดเสียวเท่า อีกตึกที่น่าสนใจคือ The Tower Of Poseidon แต่เสียดายเรามีเวลาไม่พอ ต้องมาใหม่คราวหน้า หากใครชอบชิวๆ ก็นั่งห่วงยางไหลไปตามน้ำเรื่อยๆได้ มีช่วงเป็นคลื่นยักษ์ด้วยสนุกดี นั่งเพลินๆ ไม่ต้องกลัวจมเพราะไม่ลึกมาก และมี liftguard ค่อนข้างเยอะมาก แต่ละอันต่อคิวใช้เวลานานพอสมควร ถ้าอยากเล่นคุ้มแนะนำให้มาแต่เช้าเลย หรือใช้ fastpass เอาก็ได้ และนอกจากเครื่องเล่นแล้ว ยังมี Shark safari , Cownose ray feeding ด้วยนะ Zipline ก็มี โดยจะต้องจ่ายเพิ่มนะ
เราสามารถเดินไปที่ชายหาดได้ด้วย น่าจะเป็นหาดเทียมที่สร้างขึ้นมา น้ำเค็มมากกกกกกกกกกก มีวอลเล่ย์บอลชายหาด jet ski ให้ขับได้ (เสียเงินอีกเช่นเคย) เล่นเสร็จประมาณ 5 โมง เราอาบน้ำแต่งตัว เตรียมไปดินเนอร์มื้อพิเศษที่กว่าจะจองได้ เครียดมากกกกกก นั่นคือ Nusr-Et นั่นเอง !!!
จากนั้นเดินเล่นในโรงแรมต่อ มีความหรู มีความเว่อวัง มีความอลัง มีความรถหรูมาก จากที่นี่กลับโรงแรม Google map บอกว่า 15 นาที แต่ที่บอกตอนแรกว่าถนนมันซ้อนกันเยอะ อากู๋งง งงจริงด้วยค่ะ คือหลงไกลมาก 55555 แทบจะออกนอกเมือง หลงไปสามรอบ แต่ก็คิดว่าขับชมเมืองละกัน กลางคืนที่นี่รถติดนะ คนมา Dubai mall เยอะมาก เพราะกลางคืนไม่ค่อยร้อน ห้างเปิดดึกด้วย 5 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืนเลย แล้วแต่วัน

Day4

วันนี้จะไป day trip ที่ Abu Dhabi จ้า เย่เย่เย่ เราออกจากโรงแรมประมาณ 8-9 โมง เผื่อเวลาหลง! Abu Dhabi ห่างจาก Dubai ประมาณ 1 ชั่วโมง เหมือนขับจากกรุงเทพไปบางแสน แต่ความดีของถนนต่างกันลิบลับ 5555 ถนนเลนส์ใหญ่ 8 เลนส์ ขับสบายมาก เราไม่ควรขับเกิน speed limit นะ ที่นี่ขับพวงมาลัยด้านซ้าย จะไม่เหมือนบ้านเรา ฉะนั้นรถเร็วจะวิ่งเลนส์ซ้ายสุด อย่าเอ๋อนะ  ที่นี่ขับรถเร็วมาก พวกรถหรูนี่ซิ่งไม่เห็นฝุ่นเลย อย่างว่าละ แค่ค่าปรับคงไม่สะเทือนเงินในกระเป๋า 5555555
เราแวะกันที่ Sheikh Zayed Mosque ที่แรก เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดใน UAE ระหว่างทางเราผ่านมาหลายมัสยิด แต่ที่นี่ดูอลังการงานสร้างที่สุด สวยมากจริงๆ ขาวแบบโอโม่ไม่มีหมองเลย แนะนำว่าไปแต่เช้าเลย หรือตอนเย็น เพราะ ร้อนมาก และ ทัวร์ลง จะชุลมุน
ไม่ต้องกลัวว่าจะแต่งตัวไม่เรียบร้อยแล้วเข้าไม่ได้ ที่นี่มีชุด abaya ให้ผู้หญิงเปลี่ยน ไม่ได้เป็นชุดใส่ซ้ำด้วยนะ เค้าเอาไปซักอบรีดซะหอมเลย ถ้าใครหิว ในนี้มี Coffee club มาเปิดด้วยนะ แต่คนเยอะมากจริงๆ เพราะมีร้านเดียว หาอะไรรองท้องมาก่อนหรือทนไปกินข้างนอกจะดีกว่า 
ไฮไลท์ของที่นี่คือ พรมที่ทอด้วยมือผืนใหญ่ที่สุดในโลก ในห้องพรมแอร์เย็นมาก ไม่อยากออกเลย ผืนใหญ่มากจริงๆ อลังการอาบูดาบีมากกกกกกก
เสร็จจากมัสยิดเราก็จะไปเข้าเฝ้าท่านชีคที่วังกัน 5555 เราจะไปกันที่ Emirate palace เป็นโรงแรมระดับไฮเอนด์ของจริง ถ้ามากับทัวร์ไม่น่าจะได้เข้าไปนะ เพราะเข้าให้เฉพาะคนที่พักที่นี่ หรือ มารับประทานอาหารเท่านั้น เราสามารถบอกเจ้าหน้าที่ได้ว่ามาทานอาหาร มีที่จอดรถในร่ม เมนูแนะนำที่นี่คือ กาแฟใส่แผ่นทอง 24k จ้า ราคาค่อนข้างสูงเลยแหละ เราไม่ได้กินเพราะไม่มีโต๊ะด้วย เลยถ่ายรูปบรรยากาศรอบๆมาฝากกัน
ฝั่งตรงข้ามโรงแรมจะเป็นตึก Etihad tower
เป้าหมายต่อไปคือเราจะไป Ferrari world ที่ Yas island กัน ที่นี่มีรถไฟเหาะที่เร็วที่สุดในโลก เห็นรางมาแต่ไกลเลยแหละ Ferrari world เป็นสวนสนุกติดแอร์ ในร่ม ไม่ต้องกลัวร้อนเลย อยู่ติดกับศูนย์การค้าด้วย เล่นเสร็จมาชอปปิ้งเพลินๆได้ สามารถซื้อตั๋ว advance มาก่อนได้จะราคาถูกกว่า
นอกจากรถไฟเหาะแล้ว ยังมีเครื่องเล่นตัวใหม่ Turbo track แค่ดูยังเสียว เป็น รถไฟที่เร็วมากๆๆๆๆๆ พุ่งตัวขึ้นไปบนยอด (เหนือสวนสนุก) แล้วทิ้งดิ่งแบบหมุนลงมาอย่างรวดเร็ว ถ้าใครชอบซอฟก็มีรถคุณปู่อย่าง Bell’Italia ให้ขับ มี Viaggio in Italia เป็น flight simulator เหนืออิตาลี อันนี้สวยดี แต่แอบสูงอยู่เหมือนกัน
Turbo track
นอกจากนี้ถ้าใครอยากขับรถแข่ง Formula1 ก็เสียเงินเล่นเพิ่มได้นะ อาหารในสวนสนุกแพงมาก กินข้างนอกมาดีกว่า ราคาต่างกันลิบลับ 
อาหารค่ำวันนี้เราจองร้าน Hakkasan ที่ดูไบเอาไว้ ทุกคนอาจจะหาว่าเราแปลกมาดูไบแต่ทำไมมากินอาหารจีน คือร้านนี้เราอยากกินตั้งแต่ไปลอนดอนแล้ว มีความไฟท์มาก 5555 ร้านนี้มี dress code ด้วยนะ ต้องแต่งแบบ Casual smart จริงๆก็อย่าคีบแตะมา แต่งให้ดูดีหน่อยพอใช้ได้ ราคาค่อนข้างแรงอีกเช่นเคย แต่มาดูไบแล้ว ทริปนี้ต้องไปให้สุดค่ะ

Day5

วันนี้ตอนเช้า มีนัดกับตึก Burj Khalifa ตอนเช้า คราวนี้ไม่พลาดละ เพราะจ่ายเงินไว้เรียบร้อย ระหว่างทางไปขึ้นลิฟต์ก็จะมีบอกความเป็นมา กว่าจะสร้างตึกนี้ใช้คนเท่าไรยังไง ปีไหนสร้างถึงขั้นไหน
ที่นี่มีลิฟต์ทีเร็วที่สุดในโลก ใช้เวลาแค่ 1 นาทีเท่านั้นขึ้นไปชั้น 124 ไม่รู้สึกมึนหรือหูอื้อเลย ถ้าใครดู Mission Impossible Ghost Protocol คงจะคุ้นเคยกับตึกนี้เป็นอย่างดี วิวก็สุดยอดดดดด เหมือนเกมส์ SIm city เลยอ้ะ ความโลกอนาคตของจริง แต่มลพิษค่อนข้างเยอะนะ เห็นฝุ่นเต็มไปหมด น่าจะเป็นเพราะการก่อสร้างด้วยแหละ จากชั้น 124 ก็เดินขึ้นไปชั้น 125 ได้เลย เราเลือกที่จะขึ้นมาก่อนข้างบนมีแอร์ด้วย และคนน้อย
เมื่อลงมาจากตึก เราไปคืนรถเช่า แต่โชคดีมาก เค้าให้เราเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง เย้เย งั้นขับรถไป Dubai creek กับ Gold souk กันนนนน Google ทำหลงอีกเช่นเคยเสียเวลาไปโคตรนาน ทำให้เราได้แค่ขับรถผ่านและถ่ายรูป 1-2 ชอตเท่านั้น ฮือออ ก็ยังดีกว่าไม่ได้มานะ หลังจากกลับมาคืนรถ แล้วก็เดินเล่นใน Dubai mall ต่อ ช้อปปิ้งเก็บตกรอบสุดท้าย แล้วก็ได้เวลากลับเมืองไทยจ้า
ดูไบ อาบูดาบี ดีกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย คือตัวเราเป็นคน sensitive กับกลิ่น และ เครื่องเทศมาก แต่ที่นี่ไม่มีเลย ประทับใจ คน nice มาก สื่อสารภาษาอังกฤษกันได้ดีทุกคนแม้แต่คนทำความสะอาดห้องน้ำ ราคาของต่างๆไม่ได้ถูกกว่าที่บ้านเรานะ พอๆกันด้วยซ้ำ ไม่ได้ tax ด้วย แต่เหมาะกับการมาหา rare item มาก เพราะมีทุกอย่าง ขอแค่มีเงิน ทั้ง Ultraboost Chanel Classic มีหมดจ้าา ฟิน ฟิน ฟิน 5555